Non Song writing   (1436 views)

 

What is Non Song writing doing now?

ความรัก...ไม่ใช่การล๊อคกุญแจมือระหว่างกัน... แต่ความรัก คือ การจูงมือแล้วเดินไปด้วยกัน....
1 hour ago  ·  Comment »

Location

Bangkok, Thailand

Birthday

July 30
 
Advertisement

Info

http://chanonzaaa.hi5.com - Send it to your friends

Birthday

July 30

Location

Bangkok, Thailand

 

About Me

style> td,th,div,body,li,ul,p { color: #999999; font-size:8pt; font-family: ''MS Sans Serif'', ''Microsoft Sans Serif'',sans-serif; }
http://photos1.hi5.com/0017/198/731/hkXtCc198731-02.jpg

Interests

จุดเล็กๆ By-Non

Favorite Music

playboy กลับใจ

เร่เข้ามาขายขนมจีบเร๊ววว ช้าหมดอดนะ
 

Favorite Books

"คดีฆาตกรรมในตระกูลอินุงามิ"


The Strokes

แนวเพลงที่ชอบ Chill out/
Gothic/Indie,Garage



เพื่อนทั้ง 3 คุณจะเลือกใคร

มีมหาเศรษฐีอยู่คนหนึ่ง มีเพื่อนอยู่สามคน สมมุติว่า ชื่อ นาย ก นาย ข และนาย ค

แต่ท่านมหาเศรษฐีนั้น รักเพื่อนไม่เท่ากัน

ท่านรัก นาย ก มากที่สุด

ท่านรัก นาย ข ปานกลาง

ท่านรัก นาย ค น้องที่สุด หรือแทบไม่รักเลย

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านมหาเศรษฐี เกิดเสียชีวิตลง ท่านต้องเดินทางไป สู่ปรโลก

เพื่อนที่ท่านรักมากที่สุด คือนาย ก ไม่ยอมไปส่งท่าน

เพื่อนที่ท่านรักปานกลาง คือนาย ข ไปส่งท่านแค่ครึ่งทาง

แต่เพื่อนที่ท่านไม่รัก และไม่ค่อยเหลียวแล คือนาย ค กับไปส่งท่านถึงที่เลย

ท่านมาสำนึกทีหลัง ว่าท่านคิดผิดจริงๆ ที่ไม่เคยดูแล นาย ค เลย แต่มันก็สายเกินไปแล้ว

นาย ก ที่ท่านรักมากที่สุด นั้นก็คือ ทรัพย์สมบัติที่ท่านใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตหามันมา

นาย ข ที่ท่านรักปานกลาง นั้นก็คือ ลูกเมีย ญาติและคนที่ได้ผลประโยชน์จากท่าน

นาย ค ที่ท่านไม่ได้รักเลย นั้นก็คือ บุญและบาป กรรมดีและกรรมชั่ว ของท่าน

สรุป เราไม่สามารถเอาอะไรไปได้เลย นอกจาก บุญและบาป กรรมดีและกรรมชั่ว เท่านั้น

ส่วนสิ่งอื่นๆนั้น ไม่ว่าเรารักมันมากแค่ไหน จะมากจะน้อย สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะ

ไปกับเราได้ แล้วทุกวันนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่ เราจะเลือกรักและดูแลเพื่อนคนไหนดี

ระหว่าง นาย ก นาย ข หรือ นาย ค ส่วนผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้วครับ






ลักษณะเด่นของคนรวย
ทุกปีสื่อมวลชนไม่ว่าสาขาไหนๆ มักกระตือรือร้นกระจายข่าวผลสำรวจ ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั้งไทย และต่างประเทศเป็นประจำ เพราะนอกจากจะเป็นข่าว ที่คนอยากรู้แล้ว ของแบบนี้ยังกระตุ้นให้ผู้ได้ยินได้ฟัง อยากร่ำรวยเหมือนเศรษฐีเหล่านี้นั่นเอง


แต่ผู้หาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรา คงรู้กันอยู่แก่ใจนะว่า การจะเป็นเศรษฐีได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เห็นไหมว่าโลกนี้มีมหาเศรษฐีเพียงกระจุกเดียว เมื่อเทียบกับอัตราส่วนของประชากรโลกที่มีมาก มายมหาศาล


หนำซ้ำการเป็นมหาเศรษฐีหรือเศรษฐีอะไรเนี่ย ก็มี 2 แบบซะด้วยนะ คือ รวยเพราะพ่อแม่รวยอยู่แล้ว กับ รวยเพราะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ไม่นับพวกรวยเพราะผัวหรือเมียรวยนะ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าและน่าเรียนรู้จากประสบการณ์ของบรรดาเศรษฐีทั้งหลายต่างหากล่ะ ที่พวกเราควรรู้ไว้และเอาเยี่ยงอย่างคนที่รวยจากความสามารถของตัวเอง เพราะเราไม่ใช่ทายาทบ้านทรายทองนี่หว่า จะได้อยู่เฉยๆลาภก็ลอยมาหา ว่าแต่คนมีตังค์ ถ้าไม่รู้จักรักษามรดกไว้ให้ดีก็มีสิทธิ์ "สมบัติหมด" เหมือนกัน


งั้นขอพูดถึงคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวแล้วรวยกันดีกว่า เพราะสมาชิกปากกัดตีนถีบอย่างเราๆ ท่านๆ ย่อมประสงค์อยากมั่งมี และมั่งคั่งแบบเดียวกับคนกลุ่มนี้แน่ๆ การได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตของเศรษฐีเหล่านี้ไว้ สักวันนึงคุณอาจเป็นเศรษฐีกะเค้าบ้างก็ได้...ใครจะไปรู้ล่ะ ใช่ป่าว

ใน ประเภทของเศรษฐี (type of mil-lionaire) บอกว่า คนที่ล่ำซำมักมีสิ่งที่คล้ายคลึง กันดังนี้...


1. ทำงานหนัก ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินสิจ๊ะ


2. ปัญญาเลิศ ดูอย่างอภิมหาเศรษฐี บิล เกต เจ้าของไมโครซอฟท์เป็นตัวอย่างละกัน รวยขึ้นมาได้เพราะมันสมองแท้ๆ


3. ใช้เวลาในการก่อร่างสร้างตัวเป็นสิบ ยี่สิบปี หรือมากกว่านั้น ไม่ใช่รวยเร็วแบบวันนี้ พรุ่งนี้ก็รวยที่ไหนล่ะ อยากรวยแบบหลังก็ไปเสี่ยงโชคเอาละกัน


4. อายุเฉลี่ยของคนรวยด้วยลำแข้ง จึงหนีไม่พ้นเลข 4 หรือเลข 5 ขึ้นไป เรียกว่า กว่าจะมีฐานะก็เข้าวัยกลาง คนขึ้นไป


5. เมื่อมีเงินแล้วก็ต้องรู้ว่า ควรนำเงินไปเก็บออมหรือลงทุนในช่องทางไหนได้บ้าง ที่จะช่วยให้เงินทองที่มีอยู่มันเขยิบเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ที่เค้าเรียกกันว่า ให้เงินทำงานแทนเรานั่นแหละ

อย่างถ้าจะเก็บออมเงินทองไว้ในธนาคาร เพราะคิดว่าเซฟที่สุด มั่นคงที่สุดก็ทำไป แต่ควรแบ่งทรัพย์สินไปลงทุนในด้านอื่นด้วย เพราะแช่เงินไว้ในแบงก์ ก็ได้แค่ดอกฯ แล้วดอกฯมันเยอะนักเรอะ ต้องคิดเหมือนกันนะ ดังนั้น จึงควรรู้ช่องทางในการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาว่างั้นเถอะ


6. ลด ละ เลิกอบายมุข เพราะไม่ว่าเหล้าหรือบุหรี่ กินมาก สูบมากก็เปลือง เอาแค่มีประสบการณ์ ไว้มั่งก็พอ สุดท้าย ขอให้ผู้อ่านรวยวันรวยคืนและรวยอย่างมีความสุขด้วย โอมเพี้ยง.

ที่มา : http://artsmen.net/content/show.php?Category=healthyboard&No=03836





โรเบิร์ต คิโยซากิ ครูสอนคนรวย

โรเบิร์ต คิโยซากิ ครูสอนคนรวย

ชื่อนี้คงจะคุ้นหูกันดีนะครับ สำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือทางด้านพัฒนาตนเอง แต่สำหรับเพื่อนๆคนใดที่ยังไม่รู้จักผมจะพาไปรู้จักกับเขาดูครับ โรเบิร์ต คิโยซากิ เป็นผู้ที่นำความลับคนรวยซึ่งมักจะถูกถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น มาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบกัน ผ่านหนังสือขายดีที่เรารู้จักกันดี ในตระกูลพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) ซึ่งเป็นหนังสือที่โด่งดังมาก

โรเบิร์ต ปัจจุบันนี้เป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาศัยอยู่ที่อเมริกา ในสมัยเด็กโรบิ์ตไม่ใช่คนที่เรียนเก่ง เรียกได้ว่าผลการเรียนธรรมดามากๆ บางครั้งก็มีตกบ้าง โรเบิร์ตมีพ่อ 2คน คนหนึ่งคือพ่อแท้ๆของเขา ซึ่งเขาเรียกว่าพ่อจน และอีกคนหนึ่งคือพ่อของเพื่อนสนิทของเขาที่เขาเรียกว่าพ่อรวย สาเหตุที่เขาเรียกพ่อแท้ของเขาว่าพ่อจนไม่ได้หมายความว่าพ่อแท้ของเขาจน จนไม่มีอะไรจะกินนะครับ พ่อแท้ๆของเขาเป็นอธิบดีทางด้านการศึกษา แต่ที่เขาเรียกว่าพ่อจนเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนกันมากขึ้นระหว่างความคิดคนของคนสองคน พ่อรวยของเขาเป็นผู้ที่รวยที่สุดในเกาะแมนฮัตตั้น

ในสมัยที่เขายังเป็นเด็ก เขาได้เรียนวิชาการเป็นคนรวยจากพ่อของเพื่อนเขา ซึ่งเขาได้นำเสนอความแตกต่างของความคิดระหว่างคนจนกับคนรวยไว้ในหนังสือของเขา (ผมขอยกตัวอย่างบางประการแล้วกันนะครับ เพราะถ้าให้กล่าวอย่างละเอียดคงต้องอธิบายกันหลายหน้า) เช่น คนจนเวลาเจอของที่อยากได้มักจะบอกกับตัวเองว่า เราไม่มีเงินซื้อ แต่คนรวยเมื่อเจอของที่อยากได้มักจะตั้งคำถามว่า เราจะซื้อมันได้อย่างไร? คนจนมักจะคิดว่า เราทำไม่ได้ แต่คนรวยมักจะคิดว่าทำอย่างไร โรเบิร์ตยังกล่าวอีกว่าความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยไม่ได้แตกต่างกันนิดเดียวนะครับ แต่ว่าความคิดคนทั้ง2ประเภทนี้ แตกต่างกันจนอยู่คนละด้านเลย

โรเบิร์ตบอกว่าคนจนส่วนใหญ่จะชอบบอกว่าคนรวยเห็นแก่ตัว แต่ที่จริงแล้วคนรวยส่วนใหญ่มีน้ำใจเป็นผู้ให้ในขณะที่ คนจนส่วนใหญ่จะเห็นแก่ตัว หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าพึ่งงงนะครับ เพราะคุณโรเบิร์ตกล่าวว่า คนจนเห็นแก่ตัวก็เพราะชอบเรียกร้องสิทธิต่างๆมากมายจากรัฐบาลเช่นให้ช่วยเหลือสิ่งนั้น ให้ช่วยเหลือสิ่งนี้ และจะชอบกล่าวหาว่าบริษัทให้เงินเดือนน้อย ใช้งานหนัก ไม่ยอมปรับตำแหน่งให้เลย(คุณโรเบิร์ตก็เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อนและไม่ได้ร่ำรวยมาก่อน) ซึ่งจริงๆแล้วบุคคลเหล่านี้ไม่ได้ลองคิดเลยว่าคุณทำสิ่งต่างๆเพื่อบริษัทบ้างหรือยัง โรเบิร์ตบอกว่าที่คนรวยส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ำใจก็เพราะว่าคนรวยชอบช่วยเหลือผู้อื่น ยิ่งธุรกิจใดช่วยเหลือคนมากเท่าไร ธุรกิจนั้นก็ยิ่งรวย เช่นโตโยต้าที่ทำรถยนต์ราคาถูกออกมา เพื่อจะช่วยให้คนสามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆได้สะดวกมากยิ่งขึ้น


ก่อนที่โรเบิร์ต จะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้เขาก็เคยลำบากมาก่อนนะครับ เริ่มแรกเขาทำงานเป็นเซลล์ หลังจากนั้นก็ไปเป็นทหารและไปออกรบที่เวียดนาม หลังจากนั้นก็เริ่มทำธุรกิจส่วนตัว พอทำไประยะนึง ก็เกิดปัญหาขึ้นจึงต้องเลิกกิจการ กลายมาเป็นคนถังแตก เขากับภรรยาของเขาเคยเกือบจะยอมแพ้แล้ว ในเวลานั้นเขามี 2ทางเลือก 1.เดินตามความฝันสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจต่อไป หรือ หันหลังให้ความฝันและเดินกลับไปเป็นพนักงานประจำ แน่นอนครับว่าวันนี้เขาคงรู้สึกดีมากที่ไม่ยอมแพ้กลางคัน เพราะปัจจุบันตอนนี้เขาเป็นมหาเศรษฐีแล้วครับ จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการเขียนหนังสือและจัดอบรมสัมมนาต่างๆ แล้วเพื่อนที่อ่านบทความนี้อยู่ล่ะครับรู้สึกเหนื่อยหรือรู้สึกท้อจากเหตุการณ์บางอย่างบ้างไหมครับ ยังไงซะก็อย่าพึ่งยอมแพ้นะครับเพราะความสำเร็จอาจจะรออยู่ตรงข้างหน้าก็ได้ ใครที่อยากทราบว่าหนังสือที่เขาแต่งเป็นอย่างไรก็ลองไปหามาอ่านกันดูได้นะครับ




ความลับของคนรวย ที่คนรวยไม่เคยบอกคุณ
ความลับของคนรวย ที่คนรวยไม่เคยบอกคุณ

ที่มา: Forward Mail

เปิดใจให้กว้าง เปลี่ยนมุมมองใหม่ คุณพร้อมหรือยังที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
มันอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนคุณให้รวยขึ้นได้
ที่เราจนอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจทำงาน
แต่ที่จนเพราะเรา เข้าใจผิด อยู่แค่ 2 เรื่องต่างหาก

1. เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ ทรัพย์สิน

2. เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ หนี้สิน

อยากรวย ต้องทำความเข้าใจใหม่

1.ทรัพย์สิน คือ รายรับ การนำเงินเข้ากระเป๋าตังค์
2.หนี้สิน คือ รายจ่าย การนำเงินออกจากกระเป๋าตังค์

ใน 1 เดือนคุณมี รายจ่าย ออกจากกระเป๋าคุณกี่ครั้ง คุณตอบได้หรือไม่

อะไรที่คุณคิดว่าเป็น ทรัพย์สิน
ลองคิดดู แล้วคิดตามความหมายใหม่นะครับ
อะไรที่คุณคิดว่าเป็น หนี้สิน
ลองคิดดู แล้วคิดตามความหมายใหม่นะครับ

ทำไมเราถึงต้องทำงาน
เหตุที่เราต้องทำงาน มีอยู่ 2 เหตุผล

1.ความกลัว กลัวจะไม่มีกิน , กลัวจะไม่มีความสุข ,กลัวจะไม่มีรถ , กลัวจะไม่มีบ้าน , กลัวไปหมด
2.ความโลภ โลภเพื่อจะมีมากกว่าคนอื่น , เยอะกว่าคนอื่น,ใหญ่กว่าคนอื่น , แพงกว่าคนอื่น , หรูกว่า, ภูมิฐานกว่า , โลภไปทุกอย่าง

ความกลัวและความโลภเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องความคุมให้อยู่ในความพอดี
สิ่งที่จะควบคุม ความกลัวกับความโลภได้นั้น คือ ความรู้

v การทำงานของคนจนและคนรวย
Ø คนจนทำงานเพื่อ นำไปสร้างหนี้สิน
§ ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน ยิ่งสร้างหนี้ ยิ่งจน
Ø คนรวยทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน
§ ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน
§ เพิ่มมูลค่า ยิ่งรวย
§ คนรวย มากๆ ใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน
§ ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า แล้วนำส่วนที่ได้จากทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า ไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า ยิ่งรวยๆๆๆๆ

v ถนนของของคนจน
Ø เริ่มต้นสบาย สุดท้ายลำบาก
v ถนนของของคนรวย
Ø เริ่มต้นลำบาก สุดท้ายสบาย

v ขั้นตอนเป็นคนรวย

1.เปลี่ยนความคิด เรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน

รายรับ คือ เอาเงินเข้ากระเป๋าตังค์ เรียกว่า ทรัพย์สิน
รายจ่าย คือ เอาเงินออกจากกระเป๋าตังค์เรียกว่า หนี้สิน

2. แยกให้ออกว่าอะไรเป็นทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า หรือเสื่อมมูลค่า
ü ทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า คือ ได้มาแล้วเพิ่มมูลค่าให้เรา เช่น
v ซื้อที่ดินมา 5 แสนบาท ทิ้งไว้ 1 ปี ขายได้ 6 แสนบาท
v ซื้อทองมา 1 บาท ราคา 11800 บาท เก็บไว้ 1 ปี ราคา 12500 บาท
ü ทรัพย์สินเสื่อมมูลค่า คือ ได้มาแล้วมูลค่ามีแต่ลดลง เช่น
v ซื้อรถยนต์มาราคา 6 แสนบาท ขับได้ 3 ปี
ขายได้ 3 แสน มูลค่าลดลง 3 แสนบาท แถมต้องเติมน้ำมันอีก

v ซื้อโทรศัพท์มาราคา 12000 บาท เวลาขายคืนได้
แค่ 4500 บาท ไหนจะเสียค่าโทรอีก

v ซื้อมอเตอร์ไซด์ 5 หมื่นบาท เวลาขายต่อ 2 หมื่น

ยังหาคนซื้อต่อยากเลย

« ซื้อที่ ซื้อทอง เอาเงินฝากธนาคาร ต้องเสียเงินซื้อถ่าน เติมน้ำมัน ใส่น้ำ หรือเสียบปลั๊กหรือเปล่าครับ ถ้าไม่ต้องก็แสดงว่าเป็นทรัพย์สิน และมันต้องเพิ่มมูลค่าไปเรื่อยๆนะครับ

« ซื้อถ้วยโถโอชามของ รักของสะสม ไม่ต้องเติมน้ำมัน ไม่ใส่ถ่าน ไม่เสียบปลั๊กให้มันก็จริง วันนึงขายจะได้กำไรมากกว่าฝากธนาคารไหมครับ ถ้าไม่มันก็จะเป็นทรัพย์สินเสื่อมมูลค่า หรือไม่ก็แค่มีค่าทางจิตใจ บางทีก็เป็นแค่ ขยะรกบ้านเราเท่านั้นเองนะครับ ขายใครก็ไม่มีใครเอา เพราะเราสะสมคนละรสนิยมกัน

3.ลดรายจ่าย ตัวเอง และครอบครัวก่อน
หลายคนคิดว่า ถ้าจะรวยต้องหารายได้ เพิ่มแต่เพียงอย่างเดียว เป็นความคิดที่ล้าสมัยแล้วครับ สิ่งเดียวที่ทำได้ก่อนหารายได้ คือการลดรายจ่าย เริ่มจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นกับ ตัวเราเองก่อน เราใช้เงินวันละเท่าไร และสิ่งที่เราใช้มีประโยชน์ ผลตอบแทน หรือคุ้มค่ากับเรามากแค่ไหน รายจ่ายอะไรที่เราลดได้ลดได้เท่าไร วิธีการลดทำอย่างไรต่างหาก ที่ทำได้ง่ายที่สุด ต่อมาหาทางลดรายจ่ายของครอบครัวครับ แล้วค่อยไปขั้นตอนหารายได้เพิ่ม อย่าลืมนะครับ ลดรายจ่ายก่อนหารายได้ครับ

ü หลักการง่ายๆของการลดรายจ่ายมีหลายแบบครับ

« ลดความสมบูรณ์แบบของชีวิต

ชีวิตของแต่ละคนจำเป็นต้องสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้านหรือไม่ครับลองนึกดูนะ เราจำเป็นต้องใช้สิ่งของที่สามารถทำทุกอย่างได้ในตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ที่ต้องถ่ายรูปได้ ฟังเพลงได้ ส่ง MMS ได้ ต่อ INTERNET ได้ สายเข้าเป็นเสียงเพลงได้ หรือเปล่าครับถามตัวเราเองว่าถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เราจะลำบากไหมครับ ตอบแทนก็ได้นะครับ แทบไม่ลำบากเลย แต่การมีสิ่งเหล่านี้ซิลำบาก

Ä ลำบากอย่างไรหรือครับ

โทรศัพท์ที่ทำได้ครบทุกอย่างที่ว่ามา ราคาเท่าไรครับ หมื่นกว่าบาท หลายคนต้องผ่อน เดือนละพันกว่าบาท ถามว่าแล้วใช้สิ่งที่ว่ามาวันละกี่ครั้งครับ แล้วใช้เพื่อประโยชน์อะไรครับเพื่อความบันเทิง เพื่อความเท่ หรือเพื่อให้รูว่าฉันก็มีเหมือนกัน หรือฉันมีดีกว่าของเธอ บางคนซื้อมาทำอะไรไม่เป็นครับ โทรเป็นอย่างเดียวแบบนี้เรียกว่าไม่คุ้มค่าเอามากๆ เครื่องละพันกว่าบาทก็ทำได้ครับไม่ต้องเสียตังค์เป็นหมื่นด้วยครับ

Ä ลดต้นทุนชีวิต

ลดต้นทุนชีวิต จะคล้ายๆกับลดคุณภาพชีวิตนั้นแหละครับข้อนี้ต้องทดลองทดสอบดูนะ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวสารที่คุณซื้อมาหุงทานอยู่ทุกวันนี้เป็นข้าวหอมมะลิอย่างดี ราคา 5 กิโล 105 บาท คุณลองหาข้าวสารที่ราคาถูกกว่านี้ แต่ความอร่อยใกล้เคียงเดิมแต่ราคาถูกลง มาทาน หากคุณลองซื้อมาแล้วคุณทานได้ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่ราคา 85 บาท คุณลดต้นทุนชีวิตคุณได้ ต่อข้าวสาร 5 กิโล 20 บาทแล้วนะครับ แล้วเดือนหนึ่งครอบครัวคุณทานข้าวกี่กิโลครับลองคิดดู

4. หารายได้เพิ่ม
การหารายได้เพิ่มมีหลายช่องทางครับ เช่น ทำ OT. ซื้อของมาขาย เอาเงินฝากธนาคาร เล่นหุ้น ทำกิจการส่วนตัว แล้วแต่จะทำกันนะครับ สิ่งที่สำคัญในการหารายได้เพิ่ม คือความรู้ เราต้องรู้ก่อนว่าช่องทางนั้นๆ เราจะมีผลได้ผลเสียอย่างไร จะไม่สำเร็จได้หากเราไม่มีความรู้เรื่องนั้นๆ มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการหารายได้เพิ่มไว้ดังนี้ครับ

Ä ต้องกำไรตั้งแต่ตอนซื้อ ไม่ใช่กำไรตอนขาย

ตัวอย่างเช่น เราซื้อทองมาเก็บไว้ 1 ปี เรามีกำไรแน่ๆเพราะทองส่วนมากมีแต่ขึ้นไม่ค่อยจะลดเท่าไร แต่ต้องเป็นทองคำแท่งนะครับไม่ใช่ทองรูปพรรณ เนื่องจากทองคำแท่งไม่ต้องเสียค่ากำเหน็จครับ

อะไรที่ขาดทุนตั้งแต่ตอนซื้อนะหรือครับ อะไรก็ได้ที่ซื้อด้วยอารมณ์ ไม่ได้ซื้อด้วยเหตุผลครับ เพราะซื้อแล้วใช้ประโยชน์ไม่คุ้มขายต่อราคาตกแน่ๆครับ ขาดทุนตั้งแต่ตอนซื้อ

Ä ใช้สมองหารายได้

เงินอยู่ระหว่างทางที่เราผ่านไป ผ่านมาทุกวัน

แต่เราไม่สามารถเก็บได้ เพราะเราไม่รู้วิธีเก็บ มาเป็นของเราเท่านั้นเอง

เป็นคำกล่าวที่เฉียบคมมากครับ การที่เราจะรายได้เพิ่มนั้นนอกจากเราจะต้องมีความรู้แล้ว เราต้องมีความคิดที่ดีพอที่จะหารายได้ด้วยนะครับ หลายคนอยากเป็นเจ้าของกิจการ รู้อย่างเดียวว่าต้องใช้เงินลงทุน ไม่คิดว่าเงินนั้นจะต้องทำอย่างไรมา บางคนไปกู้เงินมาลงทุน ไหนจะต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ไหนจะต้องรับ ภาระปัญหากิจการอีกหลายอย่าง

กิจการล้มไม่เป็นท่ามานักต่อนักแล้วครับ ถ้าเป็นเงินเย็นก็ดีไปล้มก็ไม่ต้องเป็นภาระใช้หนี้สินต่อ เริ่มต้นใหม่ได้ไม่ยาก

Ä มีข้อแนะนำครับ

เราอย่าพึ่งคิดว่าเราจะต้องเป็นเจ้าของกิจการอะไร เพียงแต่เราคิดว่าเราลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนคุ้มกับเงินที่เราลงทุนหรือไม่ ดีกว่า ตัวอย่างเช่น เราซื้อของมาขายชิ้นหนึ่งต้นทุน 20 บาท เราขายในราคา 25 บาท กำไร 5 บาท ได้กำไร 25 % เชียวนะครับ

ค่อยๆ ทำ ค่อยๆฝึก คนรวยเคยกล่าวไว้ว่า

ก้าวแรกของการทำธุรกิจคือ ก้าวเล็กๆ ของเด็กน้อยนะครับ

เพราะเด็กน้อยจะค่อยๆก้าว ค่อยๆก้าว ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป มั่นใจกว่ากันเยอะครับ ขอเพียงแค่เรามีความรู้ ความพยายาม ก็จะไปได้ดีครับ เมื่อเราชำนาญ มีประสบการณ์แล้วค่อยก้าวแบบผู้ใหญ่ครับ ก็ไม่สายครับ


กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จ ภายในวันเดียว
 

Favorite Quote

10 เคล็ดลับสู่หนทางรวย


- เลิกบ่นกับตัวเองว่าคนอย่างคุณไม่มีทางรวยได้หรอก

- อย่าอ้างว่าคุณไม่มีเวลาพอที่จะหารายได้หรืออาชีพเสริมทำ เพราะคุณไม่เคยมีความคิดนี้อยู่ในหัว

- เลิกตัวหนิและดูถูกตัวเอง จนคุณไม่สามารถกระดิกตัวทำอะไร ลองทำอะไรที่คุยไม่เคยทำดูบ้าง

- อย่าคิดว่าตัวคุณไม่มีเงินเก็นเพราะตัวคุณไม่เคยคิดจะเก็บเงินเลย

- สำรวจเพื่อนของคุณดูว่าเขามีอะไรที่แตกต่างจากคุณบ้าง แล้วลองเปิดรับข้อมูลจากเพื่อนดู

- ให้บอกกับตัวเองว่าคุณก็เป็นคนรวยได้ เพราะคุณมีคุณสมบัติพิเศษเหมือนกัน

- แสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เตรียมไว้เผื่ออยากหางานพิเศษทำ ดีกว่าออกไปเดินช๊อปปิ้ง หรือทำเรื่องไร้สาระ

- อย่าโยนความผิดให้กับสภาพเศรษฐกิจ การศึกษาหน้าที่การงาน เพราะท่านกับการดูถูกตัวเอง

- หากคิดจะรวย ให้คุณกลับไปคิดว่า กว่าคุณจะหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำก็ต้องลำบากมาก่อน

- ความยากจนสามารถรักษาให้หายได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม ลงมือปฏิบัติ กล้าที่จะเอาชนะ






กฎทอง 10 ข้อ ของมหาเศรษฐีโลก...สู่ความสำเร็จ ได้แก่

1. ต้องทำงานหนัก สำหรับวอร์เรนแล้ว เขาฟันธงเลยว่า ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักจะนำผลกำไรมาให้ ในขณะที่การพูดมากแต่ไม่ทำ กลับจะนำความยากจนมาให้แทน แบบนี้เข้าตำราว่า "อย่ามัวแต่ตั้งท่าชก ให้ชกเลย" จึงจะได้คะแนนชนะการต่อสู้

2. อย่าขี้เกียจ เขาได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ว่า "ขนาดกุ้งมังกรตัวโตๆ ถ้ามัวแต่นอนหลับ ยังสามารถถูกกระแสน้ำพัดลอยไปได้" หมายความว่าถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยความหวัง คุณจะต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตการณ์ทางการเงินนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

3. รายรับจากหลายแหล่ง ข้อนี้เป็นเคล็ดลับของมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ใช่เฉพาะวอร์เรน เพราะการหวังพึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะที่ไม่แน่นอน เขาแนะนำให้ทำการลงทุนที่ฉลาดเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่นถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณควรมีรายได้ส่วนอื่นจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายรับเข้ามาในแต่ละเดือนได้ด้วย

4. ควบคุมรายจ่าย เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มจ่ายเงินซื้อสิ่งที่คุณไม่มีความต้องการจริงๆ คุณก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องขายสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดแทน ดังนั้นคิดและตั้งสติก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไรในชีวิตเสมอ

5.ตั้งใจออม เขาเน้นว่าเราอย่ารอเก็บออมเงินที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ข้อนี้ลึกมากนะคะ หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้วเหลือจึงนำเข้าแบงก์ ที่จริงต้องกันออกมาออมก่อนจะไปทำอย่างอื่น

6. งดกู้ยืม คนที่กู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น มักจะตกเป็นทาสของคนที่คุณไปกู้ยืม ดังนั้นต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพเท่าที่เราหามาได้ อย่าไปสร้างหนี้สร้างสิน เพียงแค่ต้องการมีทรัพย์สินให้เหมือนกับคนอื่น พยายามดำรงชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว

7. จัดระบบบัญชี เขาใช้คำคมมาเปรียบเทียบว่า "ไม่มีประโยชน์ที่จะถือร่มกันฝน ตราบใดที่รองเท้าที่คุณสวมใส่นั้นยังมีรูอยู่ เพราะมันทำให้เปียกเหมือนกัน" นั่นคือต้องอย่าทำให้มีจุดรั่วไหลของบัญชี

8. หมั่นตรวจสอบ เขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาก เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ จะเปรียบเสมือนรูรั่วของเรือ รูรั่วเพียงเล็กๆ แต่นานไปก็สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดเสมอ

9. จัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังโลดแล่นอยู่ในธุรกิจ เขากล่าวว่าเราไม่ควรจะทดสอบความลึกของแม่น้ำที่จะข้าม ด้วยขาสองข้างพร้อมๆ กัน เพราะเราอาจจมน้ำตายได้ ในการจัดการความเสี่ยงเราต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องบริหารความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่อย่างชาญฉลาดที่สุด

10. บริหารการลงทุน อย่าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มลงทุนในสิ่งเดียวกัน เปรียบเหมือนอย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าหล่นจะทำให้ไข่แตกหมดทุกใบ ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่อีกธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในขาขึ้น ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมยังอยู่ได้

ข้อคิดเหล่านี้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นประโยชน์มากสำหรับการดำเนินชีวิตของนักธุรกิจ นักการตลาด หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือนทั่วไป เพราะสิ่งที่เขาพูดหลายข้อก็คล้ายกับสิ่งที่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือครูบาอาจารย์ ของเราเคยสั่งสอนกันต่อๆ มา ดังนั้นดิฉันหวังว่ากฎทองแห่งความสำเร็จสิบข้อของวอร์เรน บัฟเฟตต์ นี้คงจะมีประโยชน์กับพวกเราทุกคนไม่มากก็น้อย ไม่ต้องเป็นมหาเศรษฐีโลกอย่างเขาหรอก แค่เพียงเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว





วิธีคิดของคนรวย
คุณเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมคนรวยถึงได้โคตรรวย ทำไมคนจนถึงได้โคตรจน คนธรรมดาแค่พอมีกินมีใช้ แต่ทำไมไม่รวยสักทีหนอ ทั้งๆที่เราก็ทำงานหามรุ่ง หามค่ำกัน ปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวลิขิตให้เราประสบความสำเร็จทางด้านการเงินนั้นก็คือ วิธีคิดที่แตกต่างกันเรื่องเงินทอง หรืออาจจะจริงหนอ ลองคิดกันดู สมมุติแล้วกันทำงานมีเงินเก็บเดือนละ 10,000 บาท 1 ปี 120,000 แล้วเงินล้านบาทล่ะ เราต้องใช้เวลาเก็บถึง 10 ปีเลยหรือ ไม่เบื่อเป็นมนุษย์เงินเดือนกันบ้างเหรอไงครับ วิธีเดียวที่จะช่วยให้เรารวยขึ้นได้ก็คือต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและทัศนคติของเราเสียใหม่ เพราะความคิดเดิม ๆ เป็นอุปสรรคต่อความร่ำรวยครับ จากหนังสือ "ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน" หนังสือดี ๆ ที่คนอยากรวยต้องอ่านกัน ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ แต่อยากแนะนำ มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป



17 ความต่างของวิธีคิดและการกระทำระหว่าง คนรวย คนจน และชนชั้นกลาง





1. คนรวยเชื่อว่า "ฉันกุมชะตาชีวิตของตนเอง" คนจนเชื่อว่า "ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้"



2. คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อเอาชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้



3. คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย



4. คนรวยคิดการใหญ่ คนจนคิดการเล็ก



5. คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค



6. คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยปละประสบความสำเร็จคนอื่น ๆ คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ



7. คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ



8. คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ



9. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่



10. คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่



11. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน



12.คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง" คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"



13. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน



14. คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิด ๆ



15. คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน



16. คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง



17. คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว



ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ เพียงแต่คุณมองไม่เห็น หรือเห็นแต่ไม่มองมัน สิ่งเดียวที่ขังคุณไว้ในปัญหาคือความคิดของคุณเอง คนแต่ละคนอาจจะมีไม่เท่ากัน แต่ทุกคนมีทุกอย่างพอในตัวเองที่จะมีชีวิตที่ดีที่สุด อย่างที่ชีวิตควรจะเป็น ชีวิตคนมีกายมีใจไม่ต่างกัน ความต่างอยู่ที่คนๆนั้นจะได้รับบทเรียนพอที่จะจริงใจกับตัวเองในการแก้ปัญหาและสร้างชีวิตใหม่หรือเปล่า หากคุณคือคนหนึ่งที่ต้องการสร้างชีวิตใหม่ กล้าที่จะเปลี่ยนความคิดใหม่ครับ "แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน"





1. แต่งงานกับคนรวย สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน คือ การแต่งงานกับคนที่มีฐานะร่ำรวย แต่อาจต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก เป็นความรวยที่ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงมากเลยล่ะ แต่สำหรับคนบางคนแล้วอาจบอกว่าช่างมันฉันไม่แคร์ ไม่ว่าคนที่จะแต่งงานด้วยนั้นจะแก่คราวใด หรือรูปโฉมจะเป็นที่ถูกใจของตนเองหรือไม่ การจะได้แต่งงานกับคนรวยได้นั้นก็คงต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ มีรูปเป็นทรัพย์ คือต้องสวยหรือ หล่อ จึงจะมีสิทธิถูกหวยในการแต่งกับคนรวย ตัวอย่างที่เห็นคือบรรดานางงาม ดารา หรือนายแบบ นางแบบ เป็นต้น

2. เป็นนักต้มตุ๋น ค้ายาเสพติด คดโกง หรือเป็นอาชญากร

กลุ่มนี้จะรวยได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น เป็นกลุ่มที่ประพฤติผิดกฎหมาย หรือตามนิยามของผู้มีอิทธิพลนับตั้งแต่ ค้ายาเสพติด บ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี หวยเถื่อน หรือค้าสินค้าผิดกฎหมาย ค้าของเถื่อนนานาประเภท เป็นวิธีการที่สร้างเงินอย่างรวดเร็ว คนกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการถูกจับกุม จึงต้องมีการสร้างเครือข่ายกับเจ้าพนักงานของรัฐ หรือนักการเมือง หรือการเข้ามาเป็นนักการเมืองเองเพื่อให้มีอำนาจในการปกป้องคุ้มครองธุรกิจ และการรวยอีกประเภทคือ การทุจริต คอร์รัปชั่น การรวยของคนกลุ่มนี้มีผลกระทบมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นมะเร็งร้ายที่ทำลายความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศ

3. รวยเพราะถูกลอตเตอรี่

คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีโชคแต่ถ้าไม่มีแผนการว่าจะจัดการกับเงินจำนวนมหาศาลอย่างไรก็จะกลับไปจนอีกในที่สุด จะเห็นได้ว่าประชาชน ส่วนหนึ่งยังคงติดการเล่นหวยอย่างงอมแงม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนและผู้มีรายได้น้อย คนกลุ่มนี้มีความหวังกับลาภลอยว่า การเล่นหวยและลอตเตอรี่จะทำให้รวยได้ โอกาสเช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่โอกาสถูกหวยหรือร่ำรวยจาก ลอตเตอรี่ในแต่ละงวดมีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัดมาก

4. หาทางไปเป็นดารา ศิลปิน นักกีฬาดัง ๆ

ต้องใช้ความฉลาด มีพรสวรรค์ บุคลิก ดี แต่ถ้ายังไม่มีก็ให้รีบสะสมกันเข้าไว้ที่เรียกกันว่าพรแสวง และเช่นกันคือ คนที่ได้รับการคัดเลือกจะมีจำนวนจำกัด นอกจากนี้แล้วจะ มีระยะเวลาการทำงานไม่ยาวนานนัก เพราะจะมีคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในวงการแสดงดังที่เราจะเห็นว่าดารา เด็ก ๆ อายุเพียง 20-30 ปี ก็ถูกกดดันให้รับบทแม่ เพราะเมื่อดาราหรือนักร้องเริ่มดังค่าตัวก็จะสูง ทำให้มีการปั้นดาราเด็ก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นทดแทนอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นนักดนตรีหรือนักกีฬาที่ต้องมีพรสวรรค์พิเศษเฉพาะตัวที่หาคนทดแทนได้ยาก

5. รวยด้วยการเป็นคนโลภ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “งก” คุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเก็บสิ่งที่ต้องการเอาไว้คนเดียว หรือการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเช่นกินข้าวร่วมกับคนอื่นแล้วไม่ยอมจ่ายหรือจ่ายน้อยกว่าคนอื่น คนอื่น ๆ ก็จะทำกับตัวคุณเช่นเดียวกัน เขาเหล่านั้นคงไม่เคยช่วยเหลือใคร การเป็นคนงกคือมักได้ของผู้อื่นจึงทำให้ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนฝูง คนไม่ค่อยคบหาสมาคมด้วย 6. รวยได้ด้วยการอยู่อย่างยากไร้ (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขี้เหนียว”)

การมีชีวิตที่ยากไร้และตายอย่างอนาถา เป็นโศกนาฏกรรม แต่การอยู่อย่างขัดสน กระเบียดกระเสียร แต่ตายอย่างร่ำรวย ถือเป็นความวิกลจริตทางจิตและเป็นคนกลุ่มที่มีกรรมเก่า คนกลุ่มนี้จะมีความสุขอยู่กับการเห็นตัวเลขเงินฝากที่อยู่กับธนาคาร แต่ไม่น่าจะมีความสุขเพราะเงินที่หามานั้นไม่ได้ใช้ทำให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ในมาตรฐานที่ควรจะเป็น เงินที่หามานั้นจะให้ไว้สำหรับคนอื่นใช้ซึ่งคนร่ำรวยจากประเภทนี้มีอยู่ค่อนข้างมากเป็นบุคคลที่น่าสงสารยิ่งและเป็นคนที่เบียดเบียนตนเอง

7. รวยโดยอาศัยความเฉลียวฉลาดทางการเงิน และความรู้ในด้านเจ้าของกิจการและนักลงทุน สิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อแลกกับอิสรภาพทางการเงินก็คือ เวลาและการทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งการศึกษาสูง ๆ มีประสบการณ์ จนกว่าจะมีความฉลาดทางการเงิน กลุ่มนี้จะมีทั้งนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการคิดหาผลผลิตใหม่ ๆ มีการตลาดหรือมีจุดขายที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ความรู้ และโอกาสที่มากกว่าคนอื่นในการแสวงกำไร หรือการเก็งกำไรในการค้าเงิน หรือ เล่นหุ้น

8. รวยด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คือ กลุ่มที่ร่ำรวยโดยการให้กับคนอื่นในรูปการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น บุคคลที่ทำได้เช่นนี้จะรวยมากกว่าที่คาดฝันไว้เสียอีก กลุ่มนี้ก็จะเป็นคนที่ถ้าหากหาปลามาได้ ก็จะทำเป็นอาหารและแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง และจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาคือความช่วยเหลือจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเมื่อยามเดือดร้อนและขัดสน คนประเภทนี้จะไม่ตกอับเพราะการให้ออกไปก็จะยิ่งมีกลับมาตลอดเวลา ที่เรียกว่ายิ่งให้ออกไปมากเท่าไรก็ยิ่งจะได้กลับคืนมามากกว่าเดิม

ผู้อ่านคงต้องเลือกเอานะคะว่า จะเลือกเอาวิธีใดใน 8 วิธีข้างต้น จะรวยแบบมีคุณค่า หรือรวยแบบรวยเร็วที่ผิดศีลธรรมและการคดโกงบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่น แต่เงินที่มาโดยมิชอบคงเป็นเงินร้อนที่ไม่ทำให้เจ้าของเงินอยู่เย็นเป็นสุขเพราะเกรงว่าจะถูกจับได้

แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือทางสาย กลางหรือเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความพอเหมาะพอดี สมเหตุสมผล คือการใช้จ่ายที่พอประมาณไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับตนเองหรือครอบครัว ก็ขอฝากข้อคิดสำหรับวันนี้ไว้ว่า เงินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแต่เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต.






***คิดแบบนี้...ถึงรวย

เจริญ สิริวัฒนภักดี
คนรวยแล้วยิ่งสมถะและใช้ชีวิตเรียบง่าย
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คุณเคยสงสัยมั้ยว่า เราก็สู้อุตส่าห์อดออม ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว ประหยัดเอวคอดเอวกิ่ว ไม่เคยข้องแวะกับความฟุ่มเฟือย พอมีเงินก็เอาไปต่อยอดให้มันออกดอกออกผล
เรียกว่า ทำทุกอย่างตามสูตรของการเป็นเศรษฐี ปฏิบัติทุกอย่างตามคัมภีร์แห่งความมั่งคั่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของสรรพนามคำว่าเศรษฐีอยู่ดี
ถ้าอย่างนั้น Fundamentals ฉบับนี้ จะพาไปแกะรอยไปดูว่าบรรดาเศรษฐีตัวจริง เขาคิดและมองกันอย่างไร ถึงได้มั่งคั่งอย่างยั่งยืนบนกองเงินกองทอง
ที.ฮาร์ฟ เอเคอร์ เจ้าของงานเขียน "เคล็ดลับทำใจให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน: การคุมเกมสร้างความมั่งคั่ง" เชื่อว่า คนรวยคิดแตกต่างเกี่ยวกับเงิน และแต่ละคนมีแผนการเงินเฉพาะตัว ซึ่งคิดกำหนดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตในการลงทุนเกี่ยวข้องกับเงิน
ลองตามมาดูวิธีคิดและมุมมองแบบคนรวย ว่าเขาคิดกันอย่างไร
O คนรวยเชื่อว่าฉันสร้างชีวิตด้วยตัวเอง
พูดให้เข้าใจง่ายคือ คนที่จะรวยได้ต้องเริ่มคิดสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพิงคนอื่น สังเกตว่าพวกที่ไม่ได้เป็นเศรษฐี มักคิดแค่ว่า เราช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาบนกองเงินกองทองที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ ไม่ต้องทำอะไรก็มีมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่เอาไว้ให้ใช้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร ก็อยู่ได้ไปชั่วชีวิต
จะเห็นได้ว่าเศรษฐีในบ้านเราหลายคน ไม่ว่าจะเป็น"เจริญ สิริวัฒนภักดี" หรือ "เฉลียว อยู่วิทยา" ก็ล้วนแต่สร้างและสั่งสมความร่ำรวยมาด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น กว่าจะนอนเกลือกกลิ้งบนกองเงินกองทองเศรษฐีพวกนี้เริ่มต้นจากศูนย์และสองมือเปล่า และเป็นคนที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่รวย
กรณีของเฉลียว เขาไม่ได้เกิดมาในชาติตระกูลของผู้มีอันจะกิน แต่เกิดมาท่ามกลางครอบครัวยากจน ทำให้เขาต้องช่วยที่บ้านทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะมาขายกระทิงแดงอย่างทุกวันนี้ เขาทั้งขายผลไม้ ขายยา และทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง
Oมีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก
กว่าจะมาเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย เป็นเจ้าของเหล้าแม่โขง และเหล้าแสงโสม เบียร์ช้าง เศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทยอย่างเจริญ เป็นคนที่มีหัวการค้าตั้งแต่เล็ก และเขาเชื่อเสมอว่า คนจะรวยได้ต้องทำการค้าเท่านั้น นั่นทำให้เขามุ่งมั่นกับการทำการค้ามาตั้งแต่เด็ก
ถึงแม้"บิล เกตส์"เจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์จะไม่ได้โตมาจากครอบครัวยากจน เพราะพ่อของเขาเป็นทนายและแม่เป็นอาจารย์ แต่เขาก็มีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ช่วงที่เรียนอยู่เขากับเพื่อนสนิทคิดหาช่องทางหาเงิน โดยรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำเงินให้เขาไม่ใช่น้อยเลยสำหรับเด็กในวัย 10 กว่าปี
หรือแม้กระทั่ง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เป็นคนที่ขยันหาเงินมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาร่ำรวยระดับโลกแบบนี้ได้ บัฟเฟตต์ก็เคยเป็นคนที่รู้จักทำมาหากินมาตั้งแต่เด็ก เขาก็เคยหารายได้จากการขายของตามบ้านและเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์มาก่อน
O คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อชนะเท่านั้น
คนจนมักคิดแค่ว่าเล่นเกมการเงินหรือลงทุนก็ตามเพื่อไม่ให้แพ้ ตรงกันข้ามกับพวกคนรวยที่เมื่อเล่นเกมการเงินหรือลงทุน พวกเขามุ่งมั่นว่าต้องชนะเท่านั้น บิล เกตส์เป็นตัวอย่างของคนประเภทนี้ได้ดีที่สุด วิธีคิดของเขาคือ จะทำอะไรต้องชนะเท่านั้น นั่นเพราะในครอบครัวของเขาสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขันมาตั้งแต่เด็ก
O คนรวยคิดการใหญ่ไม่มองเล็ก
ธรรมชาติของคนรวยมักจะคิดการใหญ่ แต่ถ้าเป็นคนจนจะคิดการเล็ก คนรวยไม่ได้คิดแค่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆข้างทาง แต่พวกเขาคิดเลยเถิดไปถึงร้านอาหารใหญ่ๆที่อาจจะขายแฟรนไชส์ได้ในอนาคต หรืออาจจะโกอินเตอร์ไปเปิดในต่างประเทศ
ดูอย่างบิล เกตส์เป็นกรณีศึกษา ก็จะพบว่า เขาเป็นคนที่คิดการใหญ่มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่ของใช้ประจำบ้าน คนมีวิสัยทัศน์อย่างบิล เกตส์กลับมองออกว่า คอมพิวเตอร์จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน เมื่ออ่านเกมขาด เขาจึงตัดสินใจที่จะทุ่มเทเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด
O คนรวยมองหาโอกาสไม่สนใจอุปสรรค
คนจนมัวแต่โฟกัสไปที่อุปสรรคและจมดิ่งอยู่กับปัญหา แต่คนรวยแม้จะถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคและปัญหา แต่พวกเขาจะมักจะมองหาโอกาสโดยไม่สนใจกับอุปสรรค พูดให้ชัดขึ้นคือ คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก แต่คนจนมักจะมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้นคือคนรวยมักจะเป็นพวกตื่นตัวและความกลัวหยุดพวกเขาไม่ได้
O คนรวยชื่นชมผู้ประสบความสำเร็จ
ลองสังเกตดูให้ดีจะพบว่า คนรวยมักจะชื่นชมคนรวยและยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนจนเวลาเห็นคนรวยกว่าหรือเห็นคนอื่นได้ดีกว่ามักไม่ค่อยพอใจ
เมื่อบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน อย่างบิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์พบกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับบัฟเฟตต์เพียงไม่กี่ชั่วโมง บิล เกตส์กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างมาก ฝ่ายบัฟเฟตต์เองก็นับถืออย่างบิล เกตส์เช่นกัน
O คนรวยสมาคมกับคนประสบความสำเร็จ&คิดบวก
โดยมากพวกคนรวยจะคบค้าสมาคมกับคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่คิดบวก เพราะบางทีในอนาคตอาจจะคิดหาทางเพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันในอนาคต ฝ่ายคนจนมักจะสมาคมกับคนคิดลบและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น กรณีของเจริญ เขาเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อย่างดีกับผู้คนในแวดวงการค้า การลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมไปถึง ข้าราชการ ไปจนถึงแวดวงนักการเมือง
O คนรวยเลือกทำเงินโดยไม่รอเวลา
อาจจะเป็นเพราะคนรวยมักจะคิดแล้วทำเลย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่รอเวลา เมื่อจังหวะมีโอกาสมา พวกเขาก็จะลงมือทำงานทำเงินทันที ตรงกันข้ามกับคนจนที่มักจะรอเวลา และผัดวันประกันพรุ่งกับทุกเรื่อง ตัวอย่างของเจริญค่อนข้างชัดเจน เขาเป็นคนที่มีความคิดแตกฉานในเรื่องการทำธุรกิจ เมื่อจะลงมือทำอะไรเขาจะคิดก่อน เมื่อคิดอย่างถ่องแท้แล้ว เขาก็จะลงมือทำ เรียกว่าเป็นคนที่ตัดสินใจเร็ว ในการทำธุรกิจ
O คนรวยคิดแบบควบคู่ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ตัวอย่างของคนรวยหลายคน มักจะมีระบบคิดที่ไม่ใช่คิดแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พวกเขาจะคิดควบคู่หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเป็นคนจนมักจะคิดวนอยู่เรื่องเดียว
ถ้ามองในแง่ของการทำธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐีหลายคน อาจจะเริ่มต้นจากธุรกิจแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มตั้งตัวได้ พวกเขาก็จะแตกไลน์ทำธุรกิจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน
เช่นกรณีของเฉลียว ที่เมื่อพูดถึงชื่อเขา แน่นอนทุกคนคงนึกถึงกระทิงแดง แต่ทุกวันนี้เฉลียวไม่ได้ขายกระทิงแดงอย่างเดียว แต่แตกไลน์ขยายธุรกิจออกไปอย่างกว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจยา เครื่องดื่ม อาหาร สนามกอล์ฟ ธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
O คนรวยเน้นหาความมั่งคั่งอื่นไม่ใช่แค่รายได้ประจำ
ข้อนี้อาจจะต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว อย่างที่บอกว่าคนรวยไม่ได้หวังแค่รายได้จากเงินเดือนประจำ แต่พวกเขาจะมองหาอย่างอื่นที่มาเติมความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วย แต่คนจนหวังแค่รายได้ประจำ
O คนรวยบริหารเงินได้ดี-ใช้เงินเป็น
คนรวยมักจะบริหารเงินได้ดี แต่คนจนมักจะบริหารจัดการได้ไม่ดีเท่าไหร่ อย่างเจริญ เขาไม่ใช่คนที่ประหยัดเงินท่าเดียว แต่เขาเป็นคนที่ใช้เงินเป็น และมีระบบการบริหารเงินในบริษัทได้ดี
คำว่าบริหารเงินได้ดี อาจหมายรวมไปถึงการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย เช่นกรณีพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตต์เขาก็บริหารด้วยการกระจายไปในหุ้นหลายกลุ่มหลายตัวที่เขาคิดและมองเห็นแล้วว่าพื้นฐานกิจการดี และสามารถมองเห็นที่มาที่ไปของการสร้างรายได้
ส่วนการใช้เงินเป็นนั้น แม้เศรษฐีพวกนี้จะอยู่ในภาวะร่ำรวยล้นฟ้ากันแล้ว แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า พวกเขาหามาได้และใช้อย่างพอดี ไม่ได้ฟุ่มเฟือยกับกองเงินกองทองตรงหน้า แถมเศรษฐีแต่ละคน เมื่อรวยมาถึงระดับหนึ่งก็มักจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับสังคมในรูปแบบต่างๆ
O คนรวยมีเงินช่วยทำงานไม่ใช่ทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน
คนจนเอาแต่คร่ำเคร่งกับการทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเก็บ แต่คนรวยไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อทำงานหนักได้เงินมา พวกเขาใช้ให้เงินทำงานแทนพวกเขา บัฟเฟตต์เองก็เช่นกัน จริงอยู่เขาเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน หมั่นเก็บออมเงิน และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็นำเงินมาลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะบัฟเฟตต์เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และนับจากนั้น เขาก็ให้เงินทำงานหนักกว่าเขาหลายเท่า
O คนรวยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
คนจนมักจะคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ตรงกันข้ามกับคนรวยที่ขวนขวายหาความรู้ และมีนิสัยชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าใครที่ติดตามหรือแกะรอยความรวยของบัฟเฟตต์ ก็จะพบว่า แม้จะร่ำรวยแล้วแต่เขาก็ยังเป็นคนที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และยังแนะนำให้ทุกคนหมั่นศึกษาหาความรู้ใส่ตัว และฝึกฝนทักษะในเรื่องต่างๆอยู่ตลอด
Oคนรวยแล้วจะยิ่งสมถะและใช้ชีวิตเรียบง่าย
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐีคือ ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ ยิ่งมั่งคั่งมาก พวกเขายิ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่ายมากกว่าคนที่เพิ่งรวย
ถ้าจะให้เห็นชัดเจนที่สุดคงเป็นเจ้าพ่อกระทิงแดงอย่างเฉลียว อยู่วิทยา ที่แม้ว่าเขาจะร่ำรวยระดับโลกแล้ว แต่ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนกับเมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ธรรมชาติของเขาคือความเรียบง่าย กินอยู่ง่ายๆแบบคนธรรมดาทั่วไป ใช้ข้าวของไม่ต่างจากตอนที่บุกเบิกธุรกิจ
ฝ่ายบัฟเฟตต์นั่นก็พอกัน ถึงจะมีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมหาศาลแค่ไหน แต่เขายังคงใช้ชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป เขายังคงใช้รถคันเก่าๆเล็กๆคันเดิมแทนรถสปอร์ตสุดหรู อยู่ในบ้านหลังเก่าแทนที่จะเป็นคฤหาสน์หลังโต เงินทองและทรัพย์สินที่บัฟเฟตต์หามาได้นั้น เขาแทบไม่ได้เอามาปรนเปรอความสุขให้ตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของชีวิต ความสุขของมหาเศรษฐีอย่างเขาคือการนำเงินไปบริจาค
ทั้งหมดที่ว่านี้ คือวิธีคิดและมุมมองของผู้ร่ำรวย คุณเองก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าลองหยิบแง่คิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง แค่พัฒนาความฉลาดทางการเงินของตัวเอง และเริ่มต้นคิดให้เหมือนกับตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้าน จะช่วยให้เงินไหลเข้ามาหาคุณได้เอง
โดย กาญจนา หงษ์ทอง
ที่มา : http://www.rssthai.com/reader.php?t=lifestyle&r=11892
 

hi5 Games

Play hi5 Games

Recently played


 

Journal

View All 25 Entries    Add Comment

ปัญหา : Sep 22, 2009
ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ทำตัวยิ่งใหญ่หรือเล็กกระจิ๋ว จำไว้ว่าปัญหาไม่มีทางหายไปเองหรอก ถ้าคุณยังมีลมหายใจ คุณจะต้องเจอเจ้าสิ่งที่เรียกว่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตเสมอ.... อย่าปล่อยให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกตา โลกภายนอกของคุณเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายในตัวคุณ ถ้าคุณอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร จงเลิกให้ความสำคัญกับขนาดของปัญหา แล้วหันมาให้ความสำคัญกับขนาดของตัวคุณเองแทน!

Applications

Browse Applications

Music iLike
Add music and videos to your profile, list your favorite artists, and test your skill in the Music...

Rockyou Pets
Adopt a pet! Pet it, take care of it, pimp it out with all sorts of cute and cool accessories.

 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins    View all

Non Song writing has no unwrapped gifts.
 

Comments | View All Entries

Leave a comment for Non Song writing

Nov 24 8:42 AM
 
คร้าบบบ แระถามไปเรื่องบัติ ปั้งมันอ่ะ แกก้อม่ตอบ เด๋วมี งอล นะแก
 
Nov 19 12:44 AM
 
นนท์ อย่าลืมมาถ่ายรูปด้วยนะ
 
Nov 18 11:48 PM
 
สบายดี ค่ะ นนท์เปงงัย ไปไหนบ้างป่าวอย่าลืมชวนนะ อิอิ
 
Nov 18 10:00 PM
 
รู้ยัง บัติ..จะลงมา งานรับปินยาแก โดยเฉพาะเลยนะ
 
Nov 12 5:40 AM
 
ยังไงก็หายไวๆนะ

แล้วได้ไปประกวดอ่ะป่าว

ปล.สระเกลือนี่น้ำเกลือเลยหรอวะ อย่างนี้ไม่เค็มแย่เลยหรอวะ
 
Nov 9 7:06 PM
Kosee says:
 
ชานนท์จะรับปริญญาแล้วเหรอ เมื่อไหร่อะ ไม่คิดจะชวนบ้างเลยรึ

น้อยใจนะเนี่ย
 
 
Nov 4 3:51 AM
 
ถึงแล้ว ทำไรอยู่วะ
 
Oct 30 1:22 PM
 
ปีนี้ลอยกระทงกะใคร อะเรา?
 
Oct 30 5:20 AM
 
นนท์นี่....


นุ๊กกี้ คิดเถิงจังรุย...

ลืมกัลยัง นร้า..


ตอนนี้ทำรัยอยุ๋เปงงัยบ้าง...
 
Oct 28 8:33 AM
 
พี่สอง..รับพร้อมกี้เลยนี่นา...

ว้า...อดเลย..อดได้ช่อดอกไม้งามๆ

แอบหวัง .... คริๆ
 
Oct 28 5:48 AM
B zY says:
 
เช่าแล้วนะ แต่ไม่ได้เช่าของมหาลัยอ่ะ เช่าข้างนอก

ตอนนี้ใช้เบอร์ไหนอยุ่ ขอเบอมั่งจิ ตอนรับจาได้ไปถ่ายรุปด้วย 555+
 
Oct 26 10:53 PM
 
Umm!อย่างนี้ค่อยเข้าใจหน่อยนะ
 
Oct 26 8:18 AM
 
ตกลง ชัว ชัว รับ วันไหน กันแน่ +_+ฉงน อะ!
 
Oct 25 5:20 AM
 
ก็ไมได้เปลี่ยนนะ ม่ะก่อนยังไงเด๋วนี้ก็ยังงั้นแหละ

ที่มีรูปเยอะขึ้นเพราะมีเพื่อนที่อยากถ่ายด้วยเยอะขึ้นก็แค่นั้นคับ
 
Oct 25 3:30 AM
B zY says:
 
อ้าว รับปริญญา ธ.ค.นี้หรอ พร้อมกันเลย เจอกัน 555+
 
Oct 25 3:25 AM
B zY says:
 
แวะมาทักทายคร่า
 
Oct 24 10:49 AM
 
มีสระที่เคยไป อยู่ 3 ที่อ่ะ

1.พิริยะคอร์ด เคยไปตีแบท ไม่แน่ใจว่าคนเยอะป่าว
2.สระไรจำไม่ได้ติด เกษมราฎประชาชื่น คนน้อยมาก
3.เดอะมอลงามวงศ์วาน ( เดอะมอลปลาวาฬ ) คนเยอะโคด

เดี๋ยวลอง search หาเพิ่มดูก่อน และลองถาม วิน ก่อนด้วยนะเว้ย ว่าที่ไหนดี
 
Oct 24 7:47 AM
 
555 สบายดีค่ะ แร้วนนท์เปงงัยบ้าง เพลงเพราะจัง
 
Oct 23 9:16 AM
 
ที่ร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

Title
body